การดูดเสมหะก่อนการให้อาหารสายยางการดูดเสมหะก่อนการให้อาหารทางสายยางเป็นขั้นตอนที่ "สำคัญและจำเป็นมาก" ครับ เพราะหากผู้ป่วยมีเสมหะค้างอยู่ในหลอดลมปริมาณมาก จะทำให้หายใจลำบาก ไอ หรือกระสับกระส่าย ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการ "สำลักอาหารลงปอด" อย่างรุนแรงระหว่างให้อาหารได้
หลักการและขั้นตอนที่ถูกต้องในการดูแลครับ:
1. ทำไมต้องดูดเสมหะ "ก่อน" ให้อาหาร?
ป้องกันการอาเจียน: หากเราให้อาหารจนเต็มกระเพาะแล้วมาดูดเสมหะทีหลัง แรงไอจากการกระตุ้นขณะดูดเสมหะจะทำให้ผู้ป่วยขย้อนอาหารออกมาและสำลักได้ง่ายมาก
ช่วยให้หายใจสะดวก: เมื่อทางเดินหายใจโล่ง ผู้ป่วยจะสงบลง ลดการหอบเหนื่อย ทำให้ร่างกายรับอาหารได้ดีขึ้น
ความปลอดภัย: ลดโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียจากเสมหะจะถูกสำลักลึกลงไปในปอดพร้อมกับอาหาร
2. ขั้นตอนการปฏิบัติที่ถูกต้อง
ประเมินผู้ป่วย: ฟังเสียงหายใจ หากมีเสียงครืดคราด หรือเห็นเสมหะในคอ ให้ทำการดูดทันที
ดูดเสมหะ: ดำเนินการตามเทคนิคปลอดเชื้อ (Sterile technique) โดยดูดในปากและลำคอ (หรือผ่านท่อช่วยหายใจถ้ามี) ให้เรียบร้อยจนเสียงหายใจใสขึ้น
พักฟื้น: หลังดูดเสมหะเสร็จ ควรให้ผู้ป่วยพักประมาณ 15–30 นาที เพื่อให้ผู้ป่วยหายเหนื่อยและกลับสู่สภาวะปกติก่อนเริ่มให้อาหาร
จัดท่า: เมื่อจะให้อาหาร ให้ปรับเตียงศีรษะสูง 30–45 องศาตามมาตรฐาน
3. ข้อควรระวัง "ห้ามดูดเสมหะหลังให้อาหารทันที"
หลังให้อาหารเสร็จใหม่ๆ กระเพาะจะขยายตัวและมีอาหารอยู่เต็ม หากดูดเสมหะในช่วงนี้ การสอดสายดูดจะไปกระตุ้น Gag Reflex (การขย้อน) ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนพุ่งออกมาทันที
หากจำเป็นจริง ๆ: หากหลังให้อาหารผู้ป่วยมีเสมหะอุดตันจนหายใจไม่ได้ ให้ดูดด้วยความระมัดระวังที่สุด โดยดูดเฉพาะในปากเบาๆ และหลีกเลี่ยงการสอดสายลงไปลึกถึงคอหอย
4. ตารางสรุปการจัดการเสมหะกับการให้อาหาร
ช่วงเวลา การปฏิบัติ เหตุผล
ก่อนให้อาหาร ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อทางเดินหายใจโล่ง ป้องกันการสำลัก
ระหว่างให้อาหาร หยุดให้ทันที แล้วดูดเสมหะหากจำเป็น กรณีผู้ป่วยไอหรือสำลักอาหาร
หลังให้อาหาร (1 ชม.) หลีกเลี่ยง ป้องกันการอาเจียนและการไหลย้อนของอาหาร
💡 เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับผู้ดูแล
หากผู้ป่วยมีเสมหะเหนียวข้น ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการให้น้ำเปล่า (Flush) เพิ่มขึ้น หรือการใช้วิธีเคาะปอดก่อนดูดเสมหะ เพื่อให้ระบายเสมหะได้ง่ายขึ้น
ตรวจสอบว่าเครื่องดูดเสมหะพร้อมใช้งานและมีแรงดูดที่เหมาะสม ไม่แรงจนเกินไปจนทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจบาดเจ็บ