การให้อาหารสายยางไว้นานๆ ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรการใส่สายยางให้อาหารทิ้งไว้นานเกินไปโดยไม่มีการเปลี่ยนตามกำหนด หรือไม่มีการดูแลที่เหมาะสม ส่งผลเสียต่อร่างกายได้หลายด้าน ทั้งในเชิงโครงสร้างเนื้อเยื่อ และระบบการทำงานของร่างกายครับ
ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นเมื่อต้องใส่สายยางเป็นระยะเวลานานครับ:
1. การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและเยื่อบุ (Tissue Trauma)
แผลกดทับภายใน: สายยางที่ใส่ผ่านจมูก (NG Tube) จะกดทับเนื้อเยื่อในโพรงจมูก คอหอย และหลอดอาหารตลอดเวลา หากใส่นานเกินไปเนื้อเยื่ออาจตายและกลายเป็นแผลอักเสบเรื้อรังได้
ภาวะไซนัสอักเสบ: สายยางอาจไปอุดกั้นรูระบายตามธรรมชาติของไซนัส ทำให้เกิดการสะสมของสารคัดหลั่งจนเกิดการติดเชื้อและอักเสบตามมา (Sinusitis)
2. การเสื่อมสภาพของสายยาง (Material Degradation)
สายยางแข็งตัว: กรดในกระเพาะอาหารจะทำปฏิกิริยากับวัสดุ (โดยเฉพาะสาย PVC) ทำให้สายแข็งกระด้างและเปราะ ซึ่งอาจทิ่มแทงผนังกระเพาะจนเป็นแผลหรือเลือดออกได้
แหล่งสะสมเชื้อโรค (Biofilm): เมื่อใช้งานนานๆ คราบอาหารและยาจะเกาะตัวเป็นชั้นฟิล์มบางๆ ที่ล้างไม่ออก กลายเป็นที่อยู่ของแบคทีเรีย ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือทางเดินอาหาร
3. กล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืนฝ่อลีบ (Disuse Atrophy)
เมื่อร่างกายไม่ได้ใช้งานกล้ามเนื้อบริเวณปากและลำคอในการเคี้ยวและกลืนเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อเหล่านี้จะอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ทำให้ในอนาคตหากผู้ป่วยอาการดีขึ้น การจะฝึกกลับมากลืนอาหารเองจะทำได้ยากและใช้เวลานานขึ้นครับ
4. ภาวะแทรกซ้อนที่รูเปิดหน้าท้อง (สำหรับสาย PEG)
หากเป็นสายที่เจาะผ่านหน้าท้อง การใส่นานเกินไปโดยไม่อัดลมในบอลลูนใหม่หรือตรวจสอบความกระชับ อาจทำให้น้ำย่อยรั่วซึมออกมาย่อยผิวหนังรอบๆ จนเป็นแผลแดงและปวดแสบปวดร้อน
⚠️ ระยะเวลาที่ควรเปลี่ยนสายยาง (โดยประมาณ)
สาย PVC (สีขาวขุ่น): ควรเปลี่ยนทุก 7 - 14 วัน
สายซิลิโคน (สีใส/นิ่ม): ควรเปลี่ยนทุก 1 - 3 เดือน (ตามคำแนะนำของแพทย์)
💡 เคล็ดลับการดูแล
การใส่สายยางนานๆ มักทำให้ผู้ป่วยมีอาการ "ปากแห้งและเหงือกอักเสบ" ได้ง่ายเนื่องจากไม่มีการเคี้ยวเพื่อกระตุ้นน้ำลาย การดูแลความสะอาดช่องปากจึงสำคัญมากครับ เพราะแบคทีเรียที่สะสมในปากอาจถูกสำลักลงปอดจนเกิดปอดอักเสบซ้ำซ้อนได้